ชี้เป้าหมอนรองคอฟรุ้งฟริ้ง ไอเท็มเด็ดประจำทริป Paris Fashion Week ของคุณแม่ชม

นาทีนี้ใครๆคงสะดุดตากับหมอนรองคอน่ารักๆ ลายสุนัขจิ้งจอกของคุณแม่ชมอยู่ไม่น้อย แต่ยิ่งไปกว่านั้นนอกจากความน่ารักฟรุ้งฟริ้งแล้วหมอรองคอชิ้นนี้ยังมีคุณสมบัติดีๆที่เราอยากบอกต่อ

เราเชื่อว่าใครหลายคนคงเคยสัมผัสประสบการณ์บินระยะไกล นั่งเครื่องจนคอพับคอห้อยปวดเมื่อยไปทั้งตัว ยิ่งไปกว่านั้นนอนเท่าไหร่ก็รู้สึกไม่ค่อยเต็มอิ่มอีกด้วย ซึ่งครั้งนี้เมื่อ ‘คุณแม่ชมพู่ อารยา’ รู้ว่าต้องเดินทางไกล เธอจึงไม่ลืมเตรียมพร้อมหยิบหมอนรองคอรุ่น Foxy Red จาก Restier แบรนด์เครื่องนอนหรูคุณภาพระดับลักซ์ชัวรี่ ที่มาพร้อมดีไซด์สุดเอ็กคลูซีพเพื่ออารยาโดยเฉพาะ

สาเหตุที่คุณแม่ชมเธอเลือกใช้หมอนรองคอสุดคิ้วท์ชิ้นนี้ เพราะนอกจากดีไซด์น่ารักฟรุ้งฟริ้งตามสไตล์ของเธอแล้ว  Foxy Red ยังทำมาจากแมททีเรียลระดับพรีเมี่ยม ยางพาราคุณภาพดีไม่มีกลิ่นเหม็นกวนใจ ที่สำคัญสามารถรองรับและปรับให้เข้ากับสรีระของเธอได้อย่างดีเยี่ยม เปลี่ยนการเดินทางตลอด 12 ชั่วโมงบนเครื่องครั้งนี้ให้กลายเป็นทริปพักผ่อนสุดหรูแบบเอ็กคลูซีฟ นอนหลับอย่างมีคุณภาพ เพิ่มพลังความสดใส เติมความกระปรี่กระเปร่าให้คุณแม่ชมพร้อมตะลุยเกาะติดขอบรันเวย์ Paris Fashion Week ครั้งนี้อย่างเต็มที่แน่นอนค่ะ

หากใครสนใจหมอนรองคอรุ่นลิมิเต็ด เอดิชั่น Foxy Red จาก Restier คงต้องรีบหน่อยเพราะผลิตเพียง 100 ชิ้นเท่านั้น สนนราคา 4,990 บาท ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่นี่

รวมฮิตวิธีสร้างความสตรอง!!!

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในโลกยุคปัจจุบัน 4.0 อะไรๆก็ดูรวดเร็วไปเสียหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวข่าวสาร อัพเดทเหตุการณ์ปัจจุบันทันด่วน หรือแม้กระทั่งคอนเทนท์ดีๆที่มีให้อ่านกันว่อนฟีด แต่ยังไม่วายมีกระแสดราม่าตามมาสร้างเรื่องให้ปวดหัวไม่เว้นแต่ละวัน แต่เอาเป็นว่า…ไม่ว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นจะขิงแย่เพียงใด หากสตรองเข้าไว้ปัญหาก็ทำอะไรเราไม่ได้  วันนี้เราได้รวบรวมวิธีเพิ่มความสตรองตามแบบฉบับ KOL มาฝากกัน

ออกกำลังกายสร้างความฟิต

ความสตรองไม่ได้มีแค่เรื่องความคิด จิตใจเท่านะยู แต่รวมถึงเรื่องสุขภาพด้วย เพราะสุขภาพที่ดีคือพื้นฐานของจิตใจที่แข็งแรง จากผลงานวิจัยทางการแพทย์หลายตัวบ่งชี้ว่า ขณะที่เราออกกำลังกายนั้นร่างกายจะหลั่งสารสื่อประสาท (Neurotransmitter) ส่งผลต่อการควบคุมอารมณ์และสภาพจิตใจ นอกจากนี้ยังมีเอนโดฟิน (Endorphins) ที่ช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย มีอารมณ์ดีอยู่เสมออีกด้วย เอาเป็นว่าท่องเอาไว้ “ร่างฟิต มีสติ จิตสตรอง” คอนเฟิร์ม

สตรองสายท่องเที่ยว

เช่นเดียวกันกับทุกสิ่งบนโลก ความสตรองต้องไม่ยึดติด! หยุดเอาตัวไปผูกกับกรอบเดิมๆ พยามออกไปเรียนรู้ ไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ซึ่งการท่องเที่ยวนี่ล่ะเราว่าเวิร์ค และคุณเคยได้ยินไหมว่า “การเดินทางทำให้เราเติบโต” ครั้งนี้ก็เช่นกัน เพราะเราเชื่อว่าการเอาตัวเองออกจากกรอบ สภาพแวดล้อมเดิมๆ สามารถช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ ฝึกให้คุณพร้อมรับมือกับปัญหาได้อย่างดีชะงัก แต่อย่าลืมล่ะว่า “สติเท่านั้นที่ช่วยให้สตรอง”

แต่หากคุณพบปัญหา “สตรองแค่ไหนก็แพ้ใจให้กับ…ปัญหาผมร่วง” เราขอแนะนำว่าให้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ! เพราะปัญหาผมขาดหลุดร่วงอาจไม่ได้มาจากความเครียดแต่มาจาก “สภาพหนังศรีษะและผม” ของคุณสตรองไม่พอ

สาเหตุของสภาพผมอ่อนแอ อาจมาจากสาร SLS (Sodium Lauryl Sulfate) สารทำความสะอาดที่ใช้ทั่วไปในพวกแชมพูและครีมอาบน้ำ เข้าไปทำลายสมดุลการหลุดร่วงของเส้นผมทำให้ระยะการหลุดร่วงนานขึ้น แถมยังส่งผลให้เกิดการระคายเคืองของหนังศรีษะทำให้ยิ่งร่วงหนักเข้าไปอีก (คุณพระ) แต่ใช่ว่าคุณจะหลีกเลี่ยงสิ่งนี้ไม่ได้


มาทำให้ผมคุณสตรองขึ้น หยุดการหลุดร่วงตั้งแต่ครั้งแรกด้วยแชมพู Smooth E Purifying Shampoo Anti-Hair Loss for Sensitive Scalp แชมพูลดอาการขาดหลุดร่วงที่ผ่านการทดสอบทางการแพทย์แล้วว่าไม่ระคายเคือง อ่อนโยนต่อหนังศรีษะ ปราศจากส่วนประกอบของสาร SLS ต้นเหตุของผมหลุดร่วง ทั้งยังมีส่วนประกอบของ Omega 3,6 และ 9 ช่วยบำรุงเส้นผมของคุณให้เงางาม ลดปัญหาผมแตกปลาย นอกจากนี้ยังมีวิตามิน เอ, ดี, อี และเค ช่วยให้ผมในชั้นผมส่วนลึกแข็งแรง เพื่อผมสุขภาพดี นุ่มลื่น น่าสัมผัส ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้คุณสตรองได้ในทุกสถานการณ์

5 ข้อควรรู้ใช้อินฟลูเอนเซอร์อย่างไรให้แคมเปญปังเปรี้ยง!

โดย มาศ เกียรติเสริมสกุล

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเทรด์การตลาดสุดร้อนแรงของ พ.ศ นี้คงต้องยกให้การเติบโตของตลาดอินฟลูเอนเซอร์ จากผลการสำรวจของ The State of Influencer Marketing 2018 พบว่าหลายๆแบรนด์ต่างมุ่งหน้าเพิ่มงบประมาณมากถึง 39% สำหรับลงทุนทำแคมเปญกับเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ ไม่ว่าจะเป็น Macro-Influencer ตัวท็อปกับจำนวนผู้ติดตามระดับหลักล้านคนขึ้น หรือแม้กระทั่งผู้ทรงอิทธิพลหน้าใหม่ Micro-influencer ที่มีฐานผู้ติดตามประมาณ 100K ถึงแม้จำนวนจะน้อยแต่ก็เป็นที่น่าจับตามองเช่นกัน

แล้วสาเหตุอะไรทำไมแบรนด์ถึงอยากจับมือเป็นพันธมิตรกับอินฟลูเอนเซอร์เหล่านี้?

เคยเป็นไหมคะดู YouTube อยู่ดีๆ ดันเจอคลิป Kylie Jenner ทาสีลิปสติกสีใหม่ เพียงไม่ถึง 30 วินาทีเราก็พร้อมจะมโนเห็นภาพหน้าเรากับริมฝีปากอวบอิ่มพร้อมลิปสีใหม่ของนาง แต่นี่ยังไม่พอ เปิด Netflix ดู Dynasty ดันเห็น Fallon นางใช้ Google Pixle แล้วอยากได้ตามนาง หากนี่ยังไม่แมสพอ สองสามวันนี้เราเห็น #แกแมสแล้วว่ะ กันว่อนฟีตสุดท้ายไม่วายต้องไปเปิดดู ads K Bank ซึ่งถามว่ารู้ไหมเป็นโฆษณา รู้! แต่ก็ดูค่ะซิส

มินต์ ชาลิดา แคมเปญ Your Every Day Runway จาก CPS

ที่เล่ามาทั้งหมด…คุณเข้าใจรึยัง?

หากยัง เราจะบอกว่าการใช้อินฟลูเอนเซอร์เพียง 3% สามารถเพิ่มการรับรู้และการเข้าถึงแบรนด์ของผู้บริโภคได้มากถึง 65%  และ 90% ของผู้บริโภคเชื่อมั่นในการแนะนำของอินฟลูเอนเซอร์ เอาเป็นว่าลองถึงภาพนะคะ ระหว่าง “คนใช้ผลิตภัณฑ์จริง” กับ “คอนเทนท์จากแบรนด์” คุณจะเชื่อใคร? นี่ล่ะคือสาเหตุทำไมอินฟลูเอนเซอร์จึงช่วยให้แคมเปญมีประสิทธิภาพมากขึ้นถึง 92%

แล้วจะเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์อย่างไรให้แบรนด์ดังเปรี้ยง?

1. สิ่งสำคัญก่อนที่คุณจะเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์ต้องตอบคำถามให้ได้ก่อนว่า “ทำไมคุณต้องการใช้อินฟลูเอนเซอร์” เช่น ต้องการสร้างการรับรู้แบรนด์ เพิ่มยอดขาย เพิ่มจำนวนผู้ติดตามแบรนด์ เป็นต้น แต่หากคุณยังไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ เราขอแนะนำอย่างจริงใจว่า “โปรดพับโปรเจคนี้ไปก่อน” เพราะนี่คือการกำหนดทิศทางว่ากลุ่มลูกค้าที่คุณต้องการเป็นแบบไหน? แล้วควรทำแคมเปญไปในทิศทางอะไร? และควรใช้แพลตฟอร์มไหนในการนำเสนอเพื่อให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด (ซึ่งเราว่าข้อนี้สำคัญ)

2. หาอินฟลูเอนเซอร์ที่เหมาะสมกับแคมเปญของคุณ และสร้างแฮชแท็ค ที่เหมาะสมกับทั้งแบรนด์และอินฟลูเอนเซอร์ นอกจากนี้ต้องจดจำง่ายฮิตติดปากด้วย

บอย ปิยะ กับแคมเปญ VOLVO Ocean Race 2018

3. อย่ามองข้าม Micro-influencers เด็ดขาด เพราะถึงแม้คนกลุ่มนี้จะมีอิทธิพลไม่มากเท่าดาราตัวเบ้ง แต่หากคุณอยากได้ผู้ติดตามหน้าใหม่ และเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น อินฟลูเอนเซอร์กลุ่มนี้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของแบรนด์ได้ดีทีเดียว

4. กำหนดโจทย์คอนเทนท์ และภาพรวมของแคมเปญ เพื่อให้อินฟลูเอนเซอร์และแบรนด์ไปในทิศทางเดียวกัน

5. สิ่งสุดท้ายที่คุณต้องรู้คือ “แบรนด์ควรเสนอความช่วยเหลืออะไรให้กับเหล่าอินฟลูเอนเซอร์” เพื่อผลิตคอนเทนท์คุณภาพให้กับแบรนด์ เพราะนอกจากตัวผลิตภัณฑ์แล้ว บางครั้งการยื่นข้อเสนอหรือให้ความช่วยเหลือเรื่องการผลิตคอนเทนท์นั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นไม่แพ้กัน เพื่อผลลัพธ์อันทรงประสิทธิภาพและการตอบรับสุดปังของแคมเปญ

กลยุทธ์ปลุกปั้น KOL ของครอบครัวตระกูล ‘คาร์เดเชียน’ และ ‘เจนเนอร์’

โดย ปฏิญญา เกี่ยวข้อง

เป็นครอบครัวที่ทำอะไรก็ดัง(ยิ่งฉาวยิ่งดัง) เคลื่อนตัวไปไหนก็ปัง แม้กระทั่งเรื่องพังๆก็ปังได้ ใช่สิ!เรากำลังพูดถึงครอบครัวที่โด่งดังที่สุดในตอนนี้ จากรายการทีวีเรียลลิตี้โชว์อย่าง “Keeping Up with the Kardashians”  ในปี 2007 ของตระกูล ‘คาร์เดเชียน’

เพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ก็จุดกระแสสังคมให้พวกเขาได้กลายเป็นตระกูลดังของฮอลลีวู้ด ที่รับความสนใจจากทุกคนทั่วโลก แต่รู้มั้ยว่า เบื้องหลังการทำพีอาร์และมาร์เก็ตติ้ง ที่วางกลยุทธ์ให้ลูกๆขายได้ยกเซต รวมทั้ง(อดีต)สามีก็ขายได้เช่นกันนั้น เรากำลังพูดถึง Kris Jenner (คริส เจนเนอร์) นั่นเอง

#us @kimkardashian

A post shared by Kris Jenner (@krisjenner) on

@krisjenner / Followers: 19.1M

คริส เจนเนอร์ ผู้ครอบครองสองตระกูลคาร์ดาเชียนและเจนเนอร์ และเป็นคนปลุกปั้นให้สมาชิกในครอบครัวประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ บทบาทหน้าที่ทั้งคุณแม่และผู้จัดการของสมาชิกทุกคน ไม่ว่าใครจะทำอะไร ออกอีเว้นท์ไหน เซ็นสัญญาหรือออกโปรดักส์ไลน์ก็ต้องผ่านเธอคนนี้ทั้งหมด (แว่วว่าทุกงานของสมาชิกในครอบครัว คริสก็จะได้ส่วนแบ่ง 10% ) เราว่าเธอรวยสุดในครอบครัว

My girls for @calvinklein ❤ Our Family #MyCalvins #CalvinKlein #ProudMama

A post shared by Kris Jenner (@krisjenner) on

คริสเรียกได้ว่าเก่งด้านการพีอาร์และการตลาดมาแต่ไหนแต่ไร  เธอเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท Jenner Communications ที่ดูแลรายได้ทุกส่วนของตระกูล โดยทุกวันนี้สมาชิกแต่ละคนจะมีผู้ช่วยและทีมงานเป็นของตัวเอง โดยมีคริสเป็นคนดูภาพรวมและเป็นคนดีลเรื่องการเซ็นสัญญากับโปรเจกต์ใหญ่ๆ

เช่น ทั้งงานพรีเซนเตอร์  งานคอสเมติกต่างๆที่ลูกสาวแต่ละคนผลิตออกมาวางจำหน่าย งานอีเว้นท์ งานสื่อออนไลน์ที่ติดต่อมาแบบไม่มีขาดสาย การต่อสัญญารายการ Keeping Up with the Kardashians หรือแม้การปล่อยข่าวลูกคนสุดท้อง “ไคลี เจนเนอร์” คลอดลูกก็ตาม (ตอนนี้ยอดวิวทะลุ 71.9 M เป็นที่เรียบร้อยแล้ว) เอาเป็นว่าทุกข่าวของครอบครัวนี้ขายได้แน่นอน ตำแหน่งผู้ปลุกปั้น KOL แห่งปีจะเป็นใครไม่ได้ถ้าไม่ใช่ชื่อ “คริส เจนเนอร์”

Influencer คืออะไร? ใครๆก็เป็นได้จริงหรอ?

โดย มาศ เกียรติเสริมสกุล

“อยากขายดี มีคนซื้อ เชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ โปรดใช้บริการอินฟลูเอนเซอร์” แต่คำถามคือ อินฟลูเอนเซอร์คือใคร? แล้วมีดีอะไร? ทำไมแบรนด์ต้องพึ่งอินฟลูเอนเซอร์? วันนี้เราจะมาตีแผ่เรื่องราวของพวกเขาเหล่านี้ให้คุณได้รู้กันค่ะ

เราเชื่อว่าสาวๆหลายคนอาจเคยได้อินสไปเรชั่นมาจากคุณแม่ “ชมพู่ อารยา” ไม่ว่าจะเป็นเครื่องหัวผลไม้ที่เคยเป็นที่ฮอตอิตติดลมบน จนเห็นสาวๆใส่ตามกันทั้งเมือง หรือแม้กระทั่งกระแสรักสุขภาพหันมาออกกำลังกายตามนางแต่ไม่วายกดเสิร์ชดูชุดคอลเล็กเล็กชั่นล่าสุดที่นางใส่ และยังไม่หมดเพียงเท่านี้ อารยา เธอได้สร้างปรากฎการณ์อีกมากมายที่สาวๆหลายคนต้อง “ซื้อ” ตาม เช่น ลิปสติกเฉดสี Plum Mannequin 235 ของ L’Oreal ที่เธอแต่งเดินพรมแดง ชุดออกกำลังกายแบรนด์ Adidas นี่ยังไม่รวมถึงไอเดียติดแฮชแท็ก #สะดวกแบบนี้ ว่อนกันทั่วฟีตอินสตราแกรม นี่ล่ะคือความทรงอิทธิพลของ “ชมพู่ อารยา” หรือเอาแบบที่มองเห็นภาพกันง่ายๆ นางคือหนึ่งในสุดยอดอินฟลูเอนเซอร์ของ พ.ศ. นี้

จากตัวอย่างก่อนหน้านี้อาจช่วยเห็นคุณเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น แต่แท้จริงแล้วอินฟลูเอนเซอร์คืออะไร? ใครๆก็เป็นกันได้จริงหรอ?

อินฟลูเอนเซอร์หรือที่แปลตรงตัวว่า “ผู้ทรงอิทธิพลบนโลกโซเชียล” และหากจะสร้างความเข้าใจให้ตรงกัน เราขอบอกเลยว่าใช่! ใครๆก็สามารถก้าวขึ้นมาเป็นอินฟลูเอนเซอร์ได้ เพราะนาทีนี้หันไปทางไหนก็เจอแต่บล็อกเกอร์ ยูทูปเบอร์ อินสตราแกรมเมอร์ ซึ่งเขาเหล่านี้คือผู้ทรงอิทธิพลที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน เพียงแต่ขีดความสามารถในการเข้าถึงผู้บริโภคของแต่ละบุคคล รวมทั้งสกิลในการสื่อสาร สร้างการรับรู้แบรนด์ หรือแม้กระทั่งมีอิทธิพลโน้มน้าวใจให้กลุ่มเป้าหมายสามารถควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อสินค้าตามที่อินฟลูเอนเซอร์เหล่านั้นเรคคอมเมนท์ได้แตกต่างกัน

Nala and White Coffee

แต่เราขอบอกก่อนว่า อินฟลูเอนเซอร์ หรือ KOL (Key Opinion Leaders) นั้นไม่ได้จำกัดอยู่ที่แวดวงดาราเท่านั้น เพราะอย่างแพทย์, ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และนักการเมืองอย่างท่านผู้นำคิม ก็ถือเป็นหนึ่งในอินฟลูเอนเซอร์ (แต่อาจจะต่างบทบาทกันไปสักนิด แต่เราเห็นแล้วว่า “คิม จองอึน” และ “โดนัลด์ ทรัมป์” ทั้งสองสามารถสร้างความอิมแพคกระเทือนทั่วโลกได้เช่นกัน) ยิ่งไปกว่านั้นน้องแมวน้องหมาก็เป็นอินฟลูเอนเซอร์ได้นะจ้ะ

ฮินฟลูเอนเซอร์มีกี่ประเภท? แล้วแบ่งกันยังไง?

เราสามารถแบ่งประเภทของอินฟลูเอนเซอร์ได้จาก เกณฑ์จำนวนผู้ติดตาม (Followers) และ ตามพลังความโน้มน้าวความคิด (Influencing Power)

Chiara Ferragni

Macro Influencer: อินฟลูเอนเซอร์กลุ่มนี้ถือว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุด สามารถสร้างการรับรู้แบรนด์เข้าถึงตัวผู้บริโภคได้อย่างกว้างขวาง โดยมีฐานผู้ติดตามที่จำนวน 1M – 1M+ ฟอลโลวเวอร์ขึ้นไป ซึ่งคนกลุ่มนี้อาจเป็นเซเลบริตี้ หรือผู้ที่มีชื่อเสียงในแวดวงสื่อยกตัวอย่างเช่น คุณแม่ชม 7.8 M Followers ซึ่งนี่ยังไม่นับรวมแฟนเพจต่างๆของเธออีกมากมาย, Chiara Ferragni เจ้าแม่แฟชั่นอินฟลูเอนเซอร์ระดับโลกกับจำนวนผู้ติดตาม 11.7 M บนแพลตฟอร์มอินสตราแกรมของเธอ

Kiersten Rich

Mid Level Influencer: ผู้ทรงอิทธิพลระดับกลางมีฐานผู้ติดตามที่ 100K – 1M

Micro Influencer: ผู้ทรงอิทธิพลขนาดเล็ก มีฐานผู้ติดตามที่ 5K – 100 K ซึ่งส่วนตัวแล้วเราเชื่อว่าอินฟลูเอนเซอร์กลุ่มนี้กำลังเป็นที่ต้องการของแบรนด์ต่างๆอยู่มาก เพราะสามารถสร้างการรับรู้ได้ดีถึงแม้จะไม่ทรงอิทธิพลมากเท่าดาราตัวเบ้งก็ตาม แถมยังเข้าถึงตัวผู้บริโภคได้ง่ายและให้ความรู้สึกที่เป็นกันเอง

จากผลการวิจัยทางการตลาดบ่งชี้ว่า จากสถิติการใช้อินฟลูเอนเซอร์เพียงจำนวน 3% สามารถสร้างผลกระทบและการรับรู้บนโซเชียลมีเดียได้มากถึง 90% ยิ่งไปกว่านั้นการเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์สามารถสร้างผลตอบแทนให้กับแบรนด์ได้มากถึง 65% เลยทีเดียว!!! เราจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเทรนด์การใช้ Influencer Marketing ถึงมาแรงในปีนี้

จำเป็นไหม? ที่แฟชั่นอินฟลูเอนเซอร์ต้องเป็น “คน” จริงเท่านั้น

โดย มาศ เกียรติเสริมสกุล

ลองพิจารณารูปเธอคนนี้ให้ดี เธอนี่ล่ะแฟชั่นอินฟลูเอนเซอร์คนใหม่ที่โลกกำลังจับตามอง เธอคนนี้ใส่ Chanel ชอบ Prada และคลั่งใคล้ในแบรนด์ดังอย่าง Supreme เป็นที่สุด…แต่คุณแยกออกไหมว่าเธอต่างจากอินฟลูเอนเซอร์คนอื่นยังไง?

“Miquela Sousa” สาวน้อยวัย 19 ปี ลูกครึ่งสเปนิสบลาซิลเลี่ยน จากลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา มองเผินๆ Miquela เหมือนเด็กสาวทั่วๆไปที่รักแฟชั่น เป็นนักกิจกรรมตัวยง แต่ด้วยผู้ติดตามจำนวน 566K จากอินสตราแกรม เชื่อเถอะค่ะว่าสาวน้อยคนนี้นางไม่ธรรมดาจริงๆ ขนาด Pat McGrath เมคอัพอาร์ตติสชื่อดังยังต้องยกให้เธอเป็น Muse คนใหม่แห่งวงการแฟชั่นเลยทีเดียว

และความร้อนแรงของเธอไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านี้ Miquela มีผลงานมากมายไม่ว่าจะเป็นการออกเดบิวซิงเกิล “Not Mine” ผลงานการโปรดิวซ์ของเธอเอง ดังจนติดท็อป 8 ไวรัลซิงเกิลที่คนพูดถึงมากที่สุดบน Spotify ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานี้ นอกจากนี้นางยังเคยฝากผลงานแฟชั่นเซ็ตใน นิตยสาร paper magazine มาแล้ว

ไม่ใช่แค่กระแสการตอบรับอันล้นหลามจากแฟนๆเท่านั้นที่ส่งผลให้ Miquela เป็นผู้ทรงอิทธิพลคนใหม่ที่น่าจับตามอง แต่ยิ่งไปกว่านั้นคือ “เธอไม่ใช่คน!” เธอคือ Fashion Virtual Influencer ที่มีตัวตนแค่เพียงบนโลกออนไลน์เท่านั้น ถึงแม้ว่าเราจะแอบเห็นนางกับเหล่าผองเพื่อนออกไปแฮงค์เอาท์ชิลล์ตามสถานที่ต่างๆก็ตาม! เรียกได้ว่าเป็นการปฎิวัติวงการอินฟลูเอนเซอร์เลยทีเดียว เพราะนี่อาจหมายถึงกระแสความนิยมที่ไม่จำเป็นต้องอิงกับตัวบุคคล ไม่จำเป็นต้องมีตัว (ตน) จริงเท่านั้น

YOU SHOULD BE ALONE available everywhere link in bio 🍒

A post shared by *~ MIQUELA ~* (@lilmiquela) on

แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกและอาจไม่แปลกอะไร เพราะก่อนหน้านี้ Virtual Brand อย่างวง Gorillaz ก็เคยได้รับกระแสความนิยมมาแล้ว หรือแม้กระทั่งดีไซน์เนอร์คนดังอย่าง  Marc Jacobs ยังเคยออกแบบเสื้อผ้าให้กับ Hatsune Miku Virtual Singer ผู้เคยคอลลาเบอเรชั่นกับ Lady Gaga และ Pharrell Williams มาแล้ว

ซึ่งนี่อาจเป็นการตอกย้ำว่า “จำเป็นมั้ย? ที่อินฟลูเอนเซอร์ต้องเป็นคนจริงเท่านั้น” แล้วคุณล่ะ คิดเห็นว่าอย่างไร?

ตีแผ่แนวคิดสุดเจ๋งเบื้องหลังความสำเร็จของ Victoria Beckham

#เสี่ยงแต่คงต้องยิ้มสู้กันไป

ทำแบรนด์ไม่ใช่เรื่องง่าย! แต่ก็ใช่ว่าจะไม่สำเร็จเสมอไป วันนี้เรามีเบื้องหลังความสำเร็จของสไตล์ไอคอนคนดังแห่งยุคอย่าง “วิคตอเรีย เบคแฮม” พร้อมแนวคิดดีๆในการทำงานรวมทั้งการใช้ชีวิตของเธอคนนี้มาฝากกัน

Courtesy of Victoria Beckham (PRNewsfoto/Victoria Beckham)

หากคุณเป็นเด็กยุค 90s แล้วล่ะก็เราเชื่อว่าคุณต้องรู้จัก “วิคตอเรีย เบคแฮม” เป็นอย่างดี เพราะเธอคืออดีตสมาชิกวง Spice Girls ห้าสาวเกิร์ลกรุ๊ปแห่งยุค และเจ้าของฉายา Posh Spice พ่วงด้วยตำแหน่งขวัญใจนักฟุตบอลระดับตำนาน “เดวิส เบคแฮม” แต่หลังจากการแยกย้ายของวง Spice Girls วิคตอเรียเธอได้มุ่งหน้าเข้าสู่วงการแฟชั่นเต็มตัว โดยเริ่มจากการออกแบบยีนส์คอลเล็กชั่นพิเศษให้กับแบรนด์ Rock & Republic ทุกวันนี้เธอได้ต่อยอดเก็บสะสมไมล์ประสบการณ์และคลอดคอลเล็กชั่นภายใต้แบรนด์ของเธอเอง แถมยังคว้ารางวัล Designer Brand of the Year จาก British Fashion Awards ในปี 2011 มานอนกอดสมใจ นี่ล่ะคือเครื่องการันตีความสำเร็จในฐานะดีไซน์เนอร์ได้เป็นอย่างดี

ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า “วิคตอเรีย”  เป็นผู้หญิงเก่งครบด้าน ที่สามารถพลักดันตัวเองให้กลับมายืนผงาด เจิดจรัสในฐานะดีไซน์เนอร์และสไตล์ไอค่อน (พร้อมกับแว่นกันแดดอันเป็นเอกลักษณ์ของนาง) ซึ่งบอกได้เลยว่าชื่อเสียงของเธอดังไม่แพ้กับสามีสุดที่รักอย่างแน่นอน

5 แนวคิดสุดเจ๋งจาก วิคตอเรีย เบคแฮม

1. สนุกกับทุกสิ่งที่ทำ อย่ามัวแต่คิดว่านั่นคืองาน ลองเปลี่ยนมุมมองให้เป็นงานอดิเรกดู แล้วคุณจะรู้สึกสนุกกับมันขึ้นเยอะ โดยไม่ต้องกดดันอะไรทั้งสิ้น เพียงแค่ทำตามแพชชั่นก็พอ

2. ทำตัวให้เหมือนฟองน้ำซึมซับทุกอย่าง เรียนรู้ให้มากที่สุดในเรื่องที่คุณอยากรู้

3. อย่าแข่งกับใคร สิ่งที่คุณต้องทำคือแข่งขันกับตัวเอง พยามก้าวข้ามขีดจำกัดของคุณ

4. สิ่งเดียวที่คุณต้องทำคือ โฟกัสไปที่ความสำเร็จ เคล็ดลับอยู่ที่การโฟกัสทีละเรื่อง และทำจนกว่าคุณจะรู้สึกว่านี่ล่ะเวิร์คสุดๆ เช่นตอนที่ฉันทำไลน์เสื้อผ้า ฉันก็แค่โฟกัสกับมันจนคิดว่าดีพอแล้ว เริ่ดแล้ว ฉันค่อยไปต่อยอดที่ไลน์อื่นๆ

5. คุณต้องพิสูจน์กับตัวคุณเองให้ได้ว่างานที่คุณทำอยู่คุณเข้าใจและเต็มที่กับมันจริงๆ ส่วนสิ่งที่ตามมาทีหลังคือ ความตั้งใจ ทุ่มเทเรียนรู้มันให้มาก พยามซึมซับหรือพลักดันตัวเองให้เข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมของคนในแบบที่คุณอยากจะเป็น และสิ่งสำคัญที่สุดคุณต้องคิดบวก นี่ล่ะเคล็ดลับความสำเร็จของฉัน

Balenciaga กับไอเดียโฆษณาแคมเปญเซเล็บโชว์กระเป๋าวิ่งหนีสื่อ

โดย มาศ เกียรติเสริมสกุล

แอบโชว์เธออยู่นะจ้ะ เธอไม่รู้บ้างเลย!

ช่วงนี้อะไรๆ ก็ดูเหมือนว่า inspiration จากเหล่าอินฟลูอินเซอร์และเซเลบริตี้กำลังเป็นที่นิยมแบบสุดๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งแบรนด์แฟชั่นระดับโลกอย่าง Balenciaga ก็ไม่พลาดหยิบเอาไอเดียสุดเก๋ แรงบันดาลใจจากท่าชูกระเป๋าปิดหน้าวิ่งหนีปาปารัสซีของ
เหล่าเซเลบริตี้มาเป็นคอนเซ็ปส์แคมเปญโฆษณากระเป๋าคอลเล็กชั่นล่าสุด Sping Summer 2018

ซึ่งเราบอกได้คำเดียวว่าปังสุดๆ เพราะนอกจากความครีเอทและการหยิบยกนำเรื่องใกล้ตัวมาดัดแปลงเป็นคอนเซ็ปส์โฆษณา
เก๋ไก๋แล้ว แนวคิดนี้ยังสร้างความอิมแพค ดึงดูดความสนใจจากเหล่าลูกค้าได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นดีไซด์เนอร์คนดัง หรือแม้กระทั่ง “เต๋อ นวพล” ผู้กำกับสุดอาร์ตยังต้องรีโพสต์ให้เห็นเต็มฟีด

ยิ่งไปกว่านั้นเนื้อหาคอนเทนท์สนุก touching เข้าใจง่าย สื่อสารได้อย่างตรงจุด ซึ่งนี่ล่ะเราว่าเวิร์ค และเตรียมจับตาดูได้เลย ปีนี้เราจะได้เห็นเทรนด์โฆษณาแคมเปญที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวิถีเซเล็บอีกเยอะแน่นอน!